วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

บททาทจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ 
การเมืองการปกครองและแนวความคิดเกี่ยวกับระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ 
สภาพการณ์ทางการเมืองไทย ก่อน พ.ศ.2500
ภายหลังการเปลี่ยนแปลง 2475 อำนาจทางการเมืองได้เปลี่ยนจากฝ่ายเจ้าไปสู่คนกลุ่มใหม่
ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการทหารและพลเรือน ซึ่งเรียกตนเองว่า คณะราษฎร เป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบบประชาธิปไตยตามแบบตะวันตก ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในทางการเมืองในระยะนั้นได้แก่ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม(นายปรีดี พนมยงศ์) และจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ซึ่งในระยะแรกได้มีความสัมพันธ์และความร่วมมือกันเป็นอย่างดีในการโค่นล้มระบบเก่า  แต่ภายหลังได้เกิดความขัดแย้งในแนวความคิดในประเด็นสำคัญคือ
ฝ่ายนายปรีดีนั้นเชื่อมั่นอยู่ในแนวความคิดที่ว่า การปกครองต้องตั้งอยู่บนรากฐานแห่งกฎหมาย
ส่วนจอมพล ป. พิบูลสงครามมีความเลื่อมใสในขบวนการฟาสซิสต์แบบเยอรมันอิตาลี และญี่ปุ่น ความแตกแยกอันนี้เริ่มชัดเจนและรุนแรงขึ้นในตอนปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยอมให้ญี่ปุ่นใช้ประเทศทยเป็นทางผ่านในขณะที่นายปรีดี หันไปร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีสหรัฐอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นผู้นำภายหลังสงครามโลก กลุ่มทหารบกของจอมพลป.ต้องลงจากอำนาจตามข้อเรียกร้องของรัฐบาลอังกฤษและฝรั่งเศส
โดยกลุ่มพลเรือนที่มีนายปรีดีได้เข้าทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ 
ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทำให้มีการปลดทหารออกเป็นจำนวนมาก ปัญหาการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การรัฐประหารโดยคณะทหารเมื่อปี2490 และอีก 4 ปี หลังจากนั้น กลุ่มรัฐประหาร 2490
ก็สามารถทำลายอิทธิพลของกลุ่มพลเรือน ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกเสรีไทยและบรรดานายทหารในกองทัพเรือบางส่วนที่สนับสนุนนายปรีดี
ผู้นำในกลุ่มรัฐประหาร 2490 นี้แตกต่างไปจากผู้นำ 2475 คือ พวกเขาส่วนมากเป็นนายทหารบกและเป็นผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ
ดังนั้นความรู้ความเขัาใจต่อระบบการเมืองของผู้นำกลุ่มนี้  จึงเกิดขึ้นจากประสบการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทั้งสิ้น
จึงไม่มีความเชื่อมั่นหรือซึมซาบต่อระบอบประชาธิปไตยตะวันตกแบบผู้นำรุ่น 2475 นี่เป็นจุดเริ่มต้นในอุดมการณ์ทางการเมืองแบบพ่อขุนของจอมพลสฤษดิ์ในเวลาต่อมา
ดังนั้นเมื่อถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  ความหมายของประชาธิปไตยจึงถูกจำกัดลงเหลือเพียง
ประชาธิปไตยแบบไทยๆ เท่านั้น
การรัฐประหารเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501 ซึ่งเป็นการรัฐประหารครั้งที่
2 ของจอมพลสฤษดิ์ แต่นับเป็นการรัฐประหารครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เพราะมีผลทำให้การเมืองการปกครองไทยต้องเข้าสู่รูปแบบของเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จเป็นเวลานานถึง 15 ปี และทำให้ทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารบก มีบทบาทอย่างสูงต่อการเมืองการปกครองของไทยในระยะเวลาต่อมา 
สาเหตุของการรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501
สาเหตุสำคัญที่ทำให้จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารในครั้งนี้
พอจะสรุปได้ 4 ประการ คือ
1.ความไม่พอใจต่อระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก
โดยอ้างว่าไม่เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะการรัฐประหารครั้งก่อน
ที่ทำในวันที่ 16 กันยายน 2500 นั้น ไม่ได้มีการแก้ไขรูปแบบการปกครองบ้านเมืองใหม่
คงปล่อยให้ดำเนินการตามแบบเดิม คือ ยังคงมีรัฐสภา
มีพรรคการเมือง ให้เสรีภาพภาพหนังสือพิมพ์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้เต็มที่ มีสหพันธ์และสหบาลกรรมกรที่ชอบหยุดงานเมื่อไม่พอใจนายจ้าง
ที่ร้ายที่สุดก็คือ ผู้แทนราษฎรทั้งหลายพยายามแก่งแย่งชิงกันเป็นรัฐมนตรีและข้าราชการการเมือง
โดยขู่รัฐบาลว่า ถ้าไม่แต่งตั้งแล้วก็จะถอนตัวออกจากการสนับสนุนรัฐบาล และพากันไปตั้งพรรคฝ่ายค้านขึ้นใหม่
ในที่สุดมีความเห็นพ้องกันว่า จะต้องใช้วิธีปฏิวัติหรือผ่าตัดขนาดใหญ่ จึงจะสามารถแก้ปัญหาของประเทศชาติขณะนั้นได้
 2. ฐานะการคลังของรัฐบาล รัฐบาลพล.ท.ถนอม ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางด้านการคลัง งบประมาณปี 2500 ขาดดุลย์กว่า 2,000 ล้านบาท ฐานะทางการเงินการคลังของประเทศทรุดลงอย่างหนัก
รัฐบาลเป็นหนี้ธนาคารแห่งชาติ ถึง 1,507 ล้านบาท ทางออกของรัฐบาลก็คือขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาเพื่อสนับสนุนโครงการด้านเศรษฐกิจทั้งหมดใน
พ.ศ. 2501 - 2502 เป็นเงิน 58.9 ล้านเหรียญสหรัฐหรือราว1,200 ล้านบาท
3. ภัยคอมมิวนิสต์
จอมพลสฤษดิ์มองว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
การอ้างการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามนักการเมืองตลอดจนปัญญาชนที่เป็นฝ่ายตรงข้าม
โดยจอมพลสฤษดิ์ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า " คอมมิวนิสต์ได้โหมปฏิบัติการอย่างกว้างขวางเพื่อแทรกซึมเข้าไปในวงการต่ง
ๆ เพื่อล้มล้างสถาบันอันศักสิทธิ์ของชาติเราคือ ชาติ
ศาสนา และพระมหากษัตริย์
อย่างน่าห่วงใยและผู้แทนราษฎรหลายคนได้ยอมขายตนเป็นเครื่องมือของลัทธินี้อย่างเปิดเผย…"
ขณะเดียวกันนั้น สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศได้แบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ
ฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่นำโดยรัสเซียและฝ่ายโลกเสรีนิยมที่นำโดยอเมริกา
มีการทำสงครามเย็นกันอย่างกว้างขวางทั่วไป
4. สภาพการณ์โดยทั่วไปของสังคมไทย เช่น การอพยพเข้าสู่เมืองหลวงของชาวชนบทจากภาคอีสานอันเนื่องมาจากภาวะฝนแล้งอย่างหนัก
โดยที่รัฐบาลจอมพล ป. ไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ผู้ที่อพยพเข้าสู่เมืองได้มีส่วนทำให้เกิดปัญหาสังคม
เช่น ปัญหายาเสพติด  อาชญากรรม 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายจากชนบทส่วนมากเข้าเมืองและประกอบอาชีพถีบสามล้อ  ซึ่งจอมพลสฤษดิ์มองว่าทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อภาวะเศรษฐกิจ 
เนื่องจากไม่ทำให้เกิดผลผลิตและสร้างความเสื่อมโทรม ไม่เป็นระเบียบ
โดยกล่าวว่า "…ปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่า 
ชายฉกรรจ์ชาวหัวเมืองในชนบทของเราเป็นจำนวนหมื่นจะละทิ้งงานผลิต
คือ เกษตรกรรม มาทำงานที่ไม่ผลิต เช่น การขับขี่สามล้อนั้น
เป็นการเสื่อมเสียทางเศรษฐกิจ กระทรวงมหาดไทยพบว่า ผู้ประกอบอาชีพทางถีบสามล้อนั้นลงท้ายกลายเป็นคนติดฝิ่นไปเป็นจำนวนไม่น้อย…"
เมื่อจอมพลสฤษดิ์ขึ้นสู่อำนาจแล้ว ก็ให้ยกเลิกอาชีพสามล้อ
และให้ผู้ประกอบอาชีพนี้กลับคืนสู่ภูมิลำเนาเดิมหรือจัดสรรที่ดินทำกินให้ในรูปของนิคมประชาสงเคราะห์
ภายหลังการทำรัฐประหารแล้วจอมพลสฤษดิ์
ก็ขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในนามของหัวหน้าคณะปฏิวัติและนายกรัฐมนตรี
และได้อาศัยอำนาจเด็ดขาดตามมาตรา 17
จัดการกับปัญหาต่าง ๆ
ตลอดจนทำการกวาดล้างผู้ที่จอมพลสฤษดิ์เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือเป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง  ตลอดจนปัญญาชน นักคิด นักเขียน
เป็นจำนวนมาก 
ภายใต้แนวความคิดเรื่องความเด็ดขาดต่อผู้กระทำความผิดนี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างความสะพรึงกลัวแก่ประชาชนทั่วไป
และในหลายกรณีได้มีผู้ซึ่งกลายเป็นเหยื่อทางการเมือง หรือนัยหนึ่งแพะรับบาป ไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนมากจะเป็นบรรดาคนจีน 
อุดมการณ์ทางการเมืองพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ
จอมพลสฤษดิ์นั้นเป็นบุคคลที่เป็นผลผลิตภายใน
คือไม่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ
ดังนั้นแนวความคิดประชาธิปไตยและลัทธิเสรีนิยมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกปลูกฝังอยู่ในจิตใจของจอมพลสฤษดิ์เท่ากับผู้นำรุ่นก่อนประกอบกับอาชีพทหารและวิถีชีวิตของทหารนั้นเน้นหนักไปในทางการใช้อำนาจมาแก้ไขปัญความขัดแข้งทางการเมือง
ความล้มเหลวของคณะผู้ก่อการ 2475 ในการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ได้นำไปสู่ข้อสรุปในความเชื่อของจอมพลสฤษดิ์ว่า  การเมืองไทยจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเมืองไทย
และความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมแบบไทย  มิใช่แบบตะวันตก  ดังคำแถลงทางวิทยุ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม
2508 ว่าคณะปฏิวัติ
มีความมุ่งหมายที่จะทำประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตย และสร้างประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทยให้เป็นผลสำเร็จ  โดยจะต้องแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต จึงทำการปฏิวัติเมื่อ 20 ตุลาคม
2501 ยกเลิกระบอบประชาธิปไตยที่นำมาจากต่างประเทศทั้งดุ้นเสียและเสนอว่าจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เหมะสมกับลักษณะพิเศษและสภาวการณ์ของไทย จะสร้างประชาธิปไตยของไทย ประชาธิปไตยแบบไทยและมีเอกสารย้ำว่าหลักการประชาธิปไตยที่ได้สถาปนาขึ้นหลัง
พ.ศ. 2475 เป็นสิ่งที่ได้หยิบยืมมาจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส  และถึงแม้ว่าในกาลต่อมาจะได้มีการปรับปรุง  แต่ก็ได้ทำไปภายในขอบเขตของประชาธิปไตยแบบตะวันตก ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายจึงจะถือไม่ได้ว่าเป็นการทำปฏิวัติ
โฆษกของคณะปฏิวัติได้พูดออกอากาศในรายการวิทยุสองศูนย์ โดยเปรียบเทียบว่าระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นเสมือนกัลปพฤกษ์ที่หยั่งรากลึกจากแผ่นดินไทย
งอกงามเติบใหญ่ในแสงแดดและแรงฝน ออกผลเป็นกล้วยน้ำว้า มะม่วง เงาะ มังคุด
และทุเรียน มากกว่าที่จะเป็นแอปเปิ้ล องุ่น อินทผลัม บ๊วย หรือเกาลัด
รูปแบบของการปกครองประชาธิปไตยแบบไทยเป็นแนวความคิดและความเข้าใจของจอมพลสฤษดิ์ที่คิดว่าเป็นระบบการเมืองที่ถูกต้อง
และ โดยมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้มีส่วนอยู่มากในงานเขียนต่างๆหลังสงครามโลกครั้งที่
2 ที่เป็นเรื่องของการแสวงหารูปแบบของการปกครองในสมัยโบราณ ที่อาจนำมาใช้ได้กับการพัฒนาประเทศ
ผสมเข้ากับพื้นฐานการศึกษาภายในประเทศและประสบการณ์ทางการเมืองในฐานะนายทหารผู้คลุกคลีอยู่กับการใช้กำลังทำให้เกิดเป็นความคิดความเข้าใจทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์
ที่มองว่าประชาธิปไตยแบบไทยควรที่จะเป็นไปในรูปที่รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติหรือเหนือกว่าสภาผู้แทน  และมองว่าระบบพรรคการเมืองนั้นไม่เหมาะสมกับสังคมไทย  ดังนั้นพรรคการเมือง
และการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงจึงมิใช่สิ่งที่มีความจำเป็นต่อระบบการเมืองไทย
และมีความเห็นว่าแม้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๐๒จะมีแค่๒๐มาตราก็เป็นการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย
เพียงแต่ว่า ไม่มีผู้แทนที่เลือกตั้งโดยตรงมาจากราษฎร แต่จอมพลสฤษดิ์กล้ารับรองว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญของเขาจะรักษาผลประโยชน์ของราษฎร
มีความหวังดีต่อราษฎร และมีเจตนาที่จะสร้างสรรค์พัฒนาประเทศชาติไม่น้อยกว่าสมาชิกสภาในสมัยใดๆ และยังทำงานกันด้วยความสุจริตใจ ด้วยวิชาความรู้
ด้วยดุลพินิจอันเที่ยงธรรม โดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลบีบบังคับ
ไม่ต้องห่วงใยในการที่จะแสดงตนเป็นวีรบุรุษ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงแก่การเลือกตั้งคราวหน้า
พวกผู้แทนเป็นพวกไร้สมรรถภาพ ไม่มีวินัย และพวกนักหนังสือพิมพ์ก็มักจะยึดผลประโยชน์ของตัวเองโดยใช้วิธีการและเล่ห์กลที่สกปรกและการขายตัว
จนไม่สามารถที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง
มีแต่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย 
ไร้เสถียรภาพทางการเมือง โดยสรุปก็คือ ระบบการเลือกตั้งและระบบพรรคการเมืองนั้นไม่เหมาะสมกับประเทศไทย
เพราะจะทำให้เกิดการแตกแยกความสามัคคีและนำไปสู่ความวุ่นวายไร้ระเบียบ และทางออกของปัญหานี้ก็คือ
ควรต้องให้อำนาจกับรัฐบาลมากขึ้น คือ
รัฐบาลเป็นสถาบันที่จะกำหนดว่า อะไรคือเจตนารมณ์ของชาวไทยทั้งประเทศโดยมีเป้าหมายที่สำคัญอยู่ที่ความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง
จอมพลสฤษดิ์เชื่อว่า การปกครองเป็นเรื่องของกษัตริย์
ของเจ้านายผู้มีบุญวาสนา
ขอเพียงแต่ให้ผู้นำนั้นมีความเที่ยงธรรมและสุจริตใจตั้งอยู่ในศีลธรรม
(เช่นเดียวกับหลักธรรมในการปกครองแบบโบราณสำหรับกษัตริย์ คือ ทศพิธราชธรรม) แนวความคิดเหล่านี้  ในทางปฏิบัติแล้วจอมพลสฤษดิ์เชื่อว่า ผู้นำคือนายกรัฐมนตรี ต้องมีอำนาจที่เด็ดขาด โดยอำนาจนั้นตั้งอยู่บนหลักของความเป็นธรรม
ซึ่งในสังคมไทยคือ หน้าที่ของพ่อที่ต้องปกครองบุตรให้ได้รับความสุข
ในขณะเดียวกันก็ใช้อำนาจเด็ดขาดหากบุตรคนใดไม่เคารพเชื่อฟัง    การลงโทษนั้นก็เพื่อทำให้บุตรเป็นคนดีต่อไป
การให้เหตุผลในการวางหลักการปกครองแบบไทยเช่นนี้ คือการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองที่มีพื้นฐานอยู่บนประวัติศาสตร์และจารีตประเพณีดั้งเดิมของสังคมไทย
ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ เชื่อมั่นว่าเป็นการประยุกต์แนวความคิดประชาธิปไตยเข้ากับจารีตและวัฒนธรรมไทย และ "พ่อ" ของคนไทยทุกคน  หรือนัยหนึ่งพ่อของครอบครัวที่ใหญ่ที่สุด คือชาติ ก็คือ พ่อขุน ผู้ปกครองด้วยความเป็นธรรมและเปี่ยมไปด้วยความเมตตาในขณะเดียวกันเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดต่อผู้อยู่ใต้ปกครองได้  อย่างที่จอมพลสฤษดิ์ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมกำนัน
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2503 ว่าประเพณีการปกครองของไทยแต่โบราณมาได้ถือระบอบพ่อปกครองลูก โดยเรียกพระมหากษัตริย์ว่าพ่อขุนหมายความว่า เป็นพ่อที่สูงสุด ต่อมาก็มี พ่อเมือง
คือผู้ว่าราชการจังหวัด ต่อไปถึง พ่อบ้าน คือกำนันผู้ใหญ่บ้าน
ในที่สุดก็ถึงพ่อเรือน คือหัวหน้าครอบครัว แม้จะได้มีระบบการปกครองเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น
ไม่เรียกว่าพ่อเหมือนแต่ก่อน แต่จอมพลสฤษดิ์ยังยึดมั่นนับถือคติและประเพณีโบราณของไทยเราในเรื่องพ่อปกครองลกเสมอ
โดยพูดบ่อย ๆ ว่า ชาติเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่
ผู้ปกครองไม่ใช่อื่นไกล คือหัวหน้าครอบครัวใหญ่นั่นเอง
ต้องถือว่าราษฎรทุกคนเป็นลูกเป็นหลาน ต้องมีความอารีไมตรีจิต
เอาใจใส่ในทุกข์สุขของราษฎร เท่ากับบุตรหลานในครอบครัวของตนเอง ต้องพยายามไปถึงที่
ดูแลอำนวยการบำบัดทุกข์ภัยด้วยตนเอง
พยายามเข้าถึงราษฎรและเอาใจใส่ในความเป็นอยู่ของราษฎร เหมือนหนึ่งว่าเป็นครอบครัวของตนเองเสมอ
สรุปแนวความคิดทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ที่เน้นหัวใจสำคัญของการปกครองบ้านเมืองขึ้นอยู่กับตัวผู้ปกครองหรือพ่อขุนซึ่งมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของที่อยู่ใต้ปกครอง
ข้าราชการและประชาชนมีหน้าที่ดำเนินการตามนโยบายและรับเอาความอนุเคราะห์สงเคราะห์จากฝ่ายรัฐบาล
องค์ประกอบที่สำคัญคือ ระบบราชการหรือข้าราชการ
ซึ่งมีหน้าที่เป็นตัวแทนและปฏิบัติตามคำบัญชาของผู้ปกครอง
และต้องยอมรับการชี้แนวทางการปฏิบัติหรือนโยบายจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากผู้นำของประเทศ
ดังนั้น ตามหลักของการปกครองแบบนี้ ข้าราชการจึงไม่ได้มีความหมายถึงผู้รับใช้หรือบริการประชาชน
แต่เป็นข้ารัฐบาลหรือผู้รับใช้รัฐบาล
องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดภายใต้ระบบการเมืองแบบนี้ก็คือ รัฐบาล และข้าราชการ
ส่วนประชาชนนั้น ไม่มีบทบาททางการเมือง หรือมีบทบาททางการเมืองอย่างจำกัด
ภายใต้การควบคุมและยินยอมจากรัฐเท่านั้น  ในฐานะพ่อขุน 
จอมพลสฤษดิ์ได้สร้างกิจกรรมในเรื่องการเป็นพ่อบ้านหรือผู้ปกครองหลายประการด้วยกัน
เช่น การช่วยเหลือประชาชน การรักษาความสงบเรียบร้อย การส่งเสริมสุขภาพและศีลธรรม
การเยี่ยมเยียนราษฎร และการออกคำสั่ง 
จอมพลสฤษดิ์ในฐานะพ่อขุนช่วยเหลือประชาชน
เพื่อเป็นการแสดงถึงความมีเมตตากรุณาต่อประชาชนผู้เปรียบเสมือนลูก ๆ   ในทันทีที่มีการปฏิวัติเพียงไม่กี่วัน
คณะปฏิวัติได้มีคำสั่งให้ลดค่ากระแสไฟฟ้าและออกพระราชกฤษฎีกาให้แต่ละครอบครัวได้รับน้ำฟรีเดือนละ  30
ปี๊บ ตลอดจนลดค่าโทรศัพท์ ค่ารถไฟ และค่าเล่าเรียน
เป็นต้น จอมพลสฤษดิ์ได้สั่งให้กองทัพเรือทำการจัดหามะพร้าวราคาถูกและนำมาขายให้ประชาชนในราคาต้นทุน  ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อพ่อขุนคนใหม่
เป็นที่ยอมรับในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว 
จอมพลสฤษดิ์ในฐานะพ่อขุนรักษาความสงบเรียบร้อย
หลังการรัฐประหาร 2501 
จอมพลสฤษดิ์ได้มีคำสั่งให้จัดการกับอันธพาลอย่างเฉียบขาดเพื่อส่งเสริมความผาสุกของประชาชน
เนื่องจากอันธพาลเป็นการบ่อนทำลายสังคม
ในทัศนะของจอมพลสฤษดิ์ 
ความสงบเรียบร้อยยังรวมถึงการปฏิเสธวัฒนธรรมตะวันตก
เช่น เพลง ร้อก การเต้นทวิสต์ ซึ่งได้รับความนิยมในสมัยนั้น กวดขันแหล่งอบายมุขและสถานเริงรมย์ต่าง
ๆ โสเภณีก็อยู่ในข่ายนี้ด้วย ซึ่งจอมพลสฤษดิ์มองว่าเป็นตัวส่งเสริมอาชญากรรมจึงออกกฎหมายห้ามการค้าประเวณีและให้ยกเลิกอาชีพสามล้อในเขตกรุงเทพมหานคร
สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การจัดการเรื่องเพลิงไหม้อย่างเด็ดขาด
ด้วยการยิงเป้าผู้ที่ต้องสงสัยหรือจับได้ว่าเป็นผู้วางเพลิง
ณ บริเวณเกิดเหตุนั้นเอง ซึ่งได้สร้างความเกรงกลัวแก่ประชาชนทั่วไป
เมื่อปรากฏว่ามีเพลิงไหม้ ณ ที่ใด
จอมพลสฤษดิ์มักจะไปอำนวยการดับเพลิงด้วยตนเองเสมอ 
การทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นจอมพลสฤษดิ์มากยิ่งขึ้น 
จอมพลสฤษดิ์ในฐานะพ่อขุนส่งเสริมสุขภาพและศีลธรรม
โดยการการกวดขันและปราบปรามการค้ายาเสพติด
ได้แก่ฝิ่นและเฮโรอีน โดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 37 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2502
เป็นต้นไป ให้ถือว่าการเสพฝิ่นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและโรงยาฝิ่นก็ถูกปิดอย่างถาวร และได้จัดตั้งศูนย์บำบัดรักษาเพื่อช่วยให้เลิกติดยาเสพติด จอมพลสฤษดิ์ ในฐานะพ่อขุนเยี่ยมเยียนครอบครัว  จอมพลสฤษดิ์ได้พยายามออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนถามทุกข์สุขของประชาชนในภาคต่างๆ เน้นความสามัคคีและการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง มีการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งพูดถึงแผนพัฒนาส่วนภูมิภาคด้วย โดยจอมพลสฤษดิ์เองร่วมเป็นกรรมการพัฒนาภาคอีสาน ในการไปตรวจราชการตามภาคต่าง ๆนั้น จอมพลสฤษดิ์ได้ให้ความสนใจกับปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชนโดยการเดินทางด้วยรถยนต์และไปตั้งแค้มป์พักกลางทาง ทุก ๆแห่งที่ผ่านไปจะให้ความสนใจกับสภาพตลาดของแต่ละชุมชน จอมพลสฤษดิ์ได้สรุปถึงปัญหาของประชาชนในเวลานันว่าขึ้นอยู่กับน้ำและถนนและในเวลานั้นจอมพลสฤษดิ์ตระหนักดีว่าภาคอีสานและภาคใต้กำลังเป็นส่วนที่มีปัญหาทงการเมืองมากที่สุดโดยเฉพาะภาคอีสานปรากฏมีขบวนการต่อต้านอำนาจทางการเมืองของกรุงเทพฯ อยู่เสมอ  ในขณะที่ในภาคใต้มีเรื่องราวเกี่ยวกับความไม่สงบเรียบร้อยบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะในบริเวณ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้
จอมพลสฤษดิ์ได้แสดงความห่วงใยประชาชนในทุกภาคและต้องการที่จะเห็นสภาพความเป็นอยู่ตามที่เป็นจริงด้วยตาของตนเองโดยเป็นผู้นำคนแรกที่ออกตรวจราชการโดยทางบกบ่อยครั้งที่สุด 
จอมพลสฤษดิ์ในฐานะพ่อขุนใช้อำนาจเด็ดขาด
การปกครองแบบเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์มีลักษณะเด่น ๆ  คือ เป็นแบบพ่อปกครองลูกที่ผู้ปกครองมีอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและการกำจัดพวกที่ไม่เห็นด้วยอย่างเฉียบขาดในสมัยจอมพลสฤษดิ์ การใช้อำนาจแบบเด็ดขาดเพื่อจำกัดพวกนอกรีตนอกรอย  เป็นสิ่งที่พบเห็นได้อยู่เสมอ เช่นการลงโทษประหารชีวิตชาวจีนผู้ลอบวางเพลิง และกำจัดผู้กระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์  ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 22ตุลาคม 2501 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สอบสวน ที่จะกักขังผู้ต้องหาไว้ตลอดระยะเวลาสอบสวน
ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่15 กำหนดให้คดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องโอนไปขึ้นศาลทหารตามกฎอัยการศึก  ปัญญาชน นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ นักการเมืองจำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์จอมพลสฤษดิ์ตลอดจนประวัติศาสตร์และสังคมไทยได้ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ในอีกด้านหนึ่งของระบบพ่อขุนนอกเหนือจากที่มีการดูแลทุกข์สุขของราษฎรแล้วก็ยังมีลักษณะของเผด็จการที่โหดเหี้ยมอยู่ด้วย  ซึ่งได้สร้างพลังกดดันให้แก่สังคมไทยอย่างมาก
และในที่สุดก็ปะทุขึ้นมา  เมื่อวันที่14  ตุลาคม  2516

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ย้อนรอยรัฐประหารไทย 26 กุมภาพันธ์ 2492 กบฏวังหลวง

กบฏวังหลวง

กบฏวังหลวง
 ชื่อเรียกการกบฏที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2492 เกิดขึ้นโดยนายปรีดี พนมยงค์นำกองกำลังส่วนหนึ่งจากประเทศจีนร่วมกับคณะนายทหารเรือ และอดีตเสรีไทยกลุ่มหนึ่ง เรียกตัวเองว่า "ขบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์" นำกำลังยึดพระบรมมหาราชวังและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นกองบัญชาการ (จึงเป็นที่มาของชื่อกบฏในครั้งนี้) ในเวลาประมาณ 16.00 น. โดยเรียกปฏิบัติการครั้งนี้ว่า "แผนช้างดำ-ช้างน้ำ" จากนั้นในเวลา 21.00 น. ประกาศถอดถอน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายนาย และได้ประกาศแต่งตั้ง นายดิเรก ชัยนาม ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน โดยที่นายดิเรกมิได้มีส่วนรู้เห็นอันใดกับการกบฏครั้งนี้ และแต่งตั้ง พลเรือโท สินธุ์ กมลนาวิน เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด

คืนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ภายใต้เครื่องแบบทหารยศพันจ่าเอก ได้มาปรากฎตัวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะได้มีการนัดกัน บุคคลที่นายปรีดีนัดแนะมาได้แก่ พล.ต. สมบูรณ์ ศรานุชิต นายปราโมทย์ พึ่งสุนทร์ นายสมพงษ์ ชัยเจริญ นายละออ เชื้อภัย นายกมล ชลศึก นายทวี ตเวกุล และยังมีคนอื่นๆอีกประมาณ 50 คน

พรรคพวกของนายปรีดีได้ลำเลียงอาวุธซึ่งได้มาเมื่อคราวเป็นเสรีไทย เข้าไปรวบรวมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นจำนวนมาก นายปรีดี ก็เริ่มวางแผนที่จะยึดอำนาจ คือใช้กำลังส่วนหนึ่งเข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอาไว้ เป็นกองบัญชาการ และรวบรวมสรรพกำลัง ต่อไปคือจะใช้กำลังส่วนหนึ่ง เข้ายึดพระบรมมหาราชวังไว้เป็นกองบัญชาการชั่วคราว ส่วนที่บัญชาการคุมกำลังส่วนใหญ่ หรือเป็นที่รวบรวมสรรพอาวุธอันสำคัญนั้น อยู่ที่กองสัญญาณทหารเรือที่ศาลาแดง กำลังอีกส่วนหนึ่ง นายปรีดี ได้บัญชาการให้ไปยึดบริเวณวัดพระเชตุพนตรงข้ามกับ ร. พัน 1. เพื่อเป็นการตรึงกำลัง ร. พัน. 1 ไว้

เมื่อกำลังส่วนต่างๆ ในพระนคร โดยมีทหารบก พลเรือน ตำรวจเข้ายึดสถานที่สำคัญๆ เพื่อตรึงกำลังของหน่วยทหารบกบางแห่งไว้แล้ว ด้านกลุ่มเสรีไทย ที่เคยร่วมมือกับนายปรีดีต้านญี่ปุ่น ก็จะเคลื่อนกำลังเข้าสสทบโดยเร็วที่สุด โดย นายชาญ บุนนาค ผู้จัดการป่าไม้สัมปทานหัวหิน จะเป็นผู้นำพวกเสรีไทยเข้าสู่พระนคร นายชวน เข็มเพชร นำพวกเสรีไทยภาคตะวันออกได้แก่ ลาว ญวณอิสระ เข้ามาทางอรัญประเทศ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายจำลอง ดาวเรือง นายถวิล อุดล และนายเตียง ศิริขันธ์ จะนำพวกเสรีไทยยึดภาคอิสาน แล้วจะนำพวกเสรีไทยเข้ามาสมทบในพระนคร นายเปลว ชลภูมิ จะนำเสรีไทยจากเมืองกาญจนบุรี เข้ามาสมทบอีก

สำหรับทหารเรือที่เป็นฝ่ายสนับสนุนนายปรีดีนั้น ก็มี พล.ร.ต. สังวร สุวรรณชีพ พล. ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ ก็จะนำกำลังทหารเรือบางส่วนจากสัตหีบ ชลบุรี ระยอง เคลื่อนทารวมกำลังที่ชลบุรี ต่อจากนั้นจะมุ่งสู่กรุงเทพฯ เพื่อดำเนินตามแผนการณ์ที่วางไว้ 2 ทุ่มเศษๆ รถยนต์ 4 คัน ภายในรถมีอาวุธและพลพรรคเต็มคันรถ โดยการนำของ ร.อ. วัชรชัย ชัยประสิทธิเวช ได้เคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยไม่มีใครเฉลียวใจว่า รถ 4 คันนั้นเป็นของใคร

หน้าประตูวิเศษไชยศรี นายเรือเอก วัชรชัย กระโดลงจากรถ พร้อมด้วยพรรคพวก ก็พร้อมอยู่แล้วสำหรับเหตุการณที่จะเกิดขึ้น จากนั้น ร.อ. วัชรชัย ก็ร้องเรียกให้นายร้อยโทพร เลิศล้ำ ผู้กองรักษาการณ์ ร. พัน. 1 ประจำพระบรมมหาราชวัง ออกมาพบที่หน้าประตู เมื่อ ร.ท. พร ออกมาพบก็ถูกเอาปืนจี้บังคับให้ปลดอาวุธโดยทันที จากนั้นก็บุกเข้าไปปลดอาวุธทหารที่รักษาการณ์ทั้งหมด แล้วเข้ายึดพระบรมมหาราชวังไว้ได้ ก่อนจะลำเรียงอาวุธนานาชนิดเข้าไป...

เมื่อการยึดพระบรมมหาราชวังได้เป็นไปตามแผนแล้ว นายปรีดี พนมยงค์ กับพรรคพวก 7 คน สวมเครื่องแบบทหารสื่อสาร พร้อมอาวุธครบมือ ได้พากันเข้าไปในสถานีวิทยุพญาไท แล้วใช้อาวุธบังคับเจ้าหน้าที่กรมโฆษณาการ แล้วกระจายข่าวว่า... ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ล้มเลิกรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เสีย และคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งด้วย และได้แต่งตั้งนาย ดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงการคลัง ให้นายทวี บุณยเกต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้ประกาศแต่งตั้งและปลดบุคคลสำคัญ อีกหลายคน

จากนั้นพวกกบฎก็ถอดชิ้นส่วนของเครื่องวิทยุกระจายเสียงไปด้วย เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลทำการกระจายเสียงต่อไปได้ คำแถลงการณ์จากวิทยุของพวกกบฎแพรสพัดไปอย่างรวดเร็ว ฝูงชนที่สัญจรไปมา พากันกลับบ้านจ้าละหวั่น เพราะเกรงอันตราย ร้านรวงต่างๆพากันปิดกิจการ เพราะกลัวพวกปล้นสดมภ์จะฉวยโอกาส จอมพล ป. และคณะรัฐบาล จึงออกประกาศเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงการปฎิวัตินั้นว่า รัฐบาลได้ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกกบฎอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาเป็นระยะ จึงได้ทราบแน่ชัดว่า ไม่มีวิถีทางใดที่จะหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้ จึงเตรียมอยู่ทุกโอกาสที่จะรับมือพวกกบฎ เมื่อการกบฎเกิดขึ้นฝ่ายรัฐบาลจึงได้แต่งตั้งให้ พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกที่ 1 เป็นผู้อำนวยการปราบปรามกบฎคราวนี้ จุดแรกที่นายปรีดี พนมยงค์ และพรรคพวก จะเข้ายึดก็คือ กรมรักษาดินแดน อันอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ. จรัส โรมรัน รองเจ้ากรมรักษาดินแดน และทำการปลดอาวุธให้สิ้นเชิง แต่ก็ช้าไป คำสั่งจากกองบัญชาการของรัฐบาลให้เตรียมรับสถานการณ์ จากฝ่ายกบฎ ทำให้ทหารในกรมการรักษาดินแดน จึงพร้อมอยู่เสมอในการที่จะรับการจู่โจมจากฝ่ายกบฎ

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ฝ่ายรัฐบาลก็ลำเลียงกำลังทหารและอาวุธเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ทำให้กรมการรักษาดินแดนมีกำลังต้านทานแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แผนการณ์ จู่โจมได้กระทำสำเร็จแล้วในการยึดวังหลวง สำหรับกรมการรักษาดินแดนนั้นล้มเหลว เพราะรัฐบาลสั่งการและป้องกันไว้ได้ เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ฝ่ายกบฎจึงได้เปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ ใช้การเจรจาทางการทูตแทน โดยให้คนยกธงขาวขอเปิดการเจรจาด้วยสันติวิธี แต่ได้รับการปฎิเสธไม่ยอมร่วมมือ ทูตสันติจึงกลับไปรายงานถึงความล้มเหลวในการเจรจา และพันเอกจำรัส โรมรัน เจ้ากรมรักษาดินแดนยังได้ยื่นคำขาดให้ฝ่ายกบฎถอยออกไปเสียจากวังหลวง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก่อนรุ่งอรุณ ถ้าไม่ปฎิบัติตามจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อไป

ก่อนเสียปืนจะดังขึ้น พลตรีเผ่า ศรียานนท์ รองอธิบดีตำรวจฝ่ายปราบปราม ได้นำกำลังตำรวจสถานีชนะสงครามมายึดกรมโฆษณาการไว้โดยเรียบร้อย ในเวลาเดียวกันรถยนต์หุ้มเกาะขบวนหนึ่งก็วิ่งมาที่กรมโฆษณาการ พร้อมด้วยทหารอาวุธครบมือ นำโดย พลโทหลวงกาจ กาจสงคราม รองผู้บัญชาการทหารบก จากนั้นกำลังทหารอีกหน่วยหนึ่งจากสวนเจ้าเชตุก็มาถึง และเข้าทำการรักษากรมโฆษณาการต่อจากกำลังตำรวจ

23.00 น. ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายปรีดี พนมยงค์ ก็ให้ลูกน้องยิงปืนจากท่าวาสุกีไปยังวังสวนกุหลาบ อันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการทหาร โดยฝ่ายกบฎใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ค. 85 ชุดแรกยิงไป 4 นัด แต่ลูกกระสุนพลาดเป้าไปตกที่หลังบ้านพลโทสุข ชาตินักรบ ที่แยกราชประสงค์ อันมีทหารเรือยึกเป็นแนวต้านทานอยู่นั้น ก็ได้มีการปะทะกันที่สะพานเฉลิมโลก โดยรถยนต์ของทหารเรือคันหนึ่งได้ปะทะกับกำลังของรัฐบาล ซึ่งคอยสกัดกั้นทหารเรืออยู่ ชั่วครู่ทหารเรือก็พากันหลบหนีไป ทางด้านพระบรมมหาราชวังอันเป็นป้อมปราการของนายปรีดี ยังเปิดฉากยิงเข้าไปใน ร. พัน. 1 มีทหารเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บอีกหลายนาย ผู้บังคับบัญชาการกองทัพทหารราบที่ 1 ได้สั่งการให้ยิงโต้ตอบไปบ้างเสียงสนั่นกรุง ประมาณ 1 ชั่วโมงก็เงีบยไป

ระหว่างนี้ได้มีการเจรจาระหว่างทหารเรือกับทหารบก แต่ไร้ผล เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล การปราบปรามก็ต้องกระทำโดยเร่งรีบที่สุด พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงตัดสินใจที่จะบุกพระบรมมหาราชวัง ขบวนรถถังนำโดย พันโทกฤษ ปุณณกันต์ ผู้บัญชาการกองรถรบ ก็บุกเข้าไปในพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี โดยทหารราบและ ป.ต.อ. วิ่งตามเข้าไป พวกฝ่ายกบฎในพระบรมมหาราชวังยิงปืยการดออกมาดังห่าฝน รถถังคันหนึ่งในจำนวนหลายคันถูกปืนบาซูก้ากระหน่ำเสียจนไปต่อไม่ได้ จากนั้นรถถังอีก 2 คันก็พุ่งเข้าชนประตูวิเศษไชยศรีจนประตูเบื้องซ้ายพังลงมา จากนั้นก็พากันบุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เกิดการยิงต่อสู้กันอย่างรุนแรงและหนักหน่วง

ในขณะที่มีการต่อสู้กันในพระบรมมหาราชวังนั้น กำลังฝ่ายรัฐบาลอีกส่วนหนึ่งได้โอบล้อมเข้าไปอย่างเงียบๆ โดยกำลังทหาร ร. พัน 1 สวนเจ้าเชตุ ได้เคลื่อนเข้ายึดวังสราญรมย์ และระดมยิงปืนใหญ่ พอเวลา 06.00 น. ประตูสวัสดิ์โสภา และเทวาพิทักษ์ก็พังลง เปิดทางให้ทหารราบกรูกันเข้าไปในพระบรมมหาราชวังได้อีก 2 ทาง ฝ่ายกบฎจึงถูกบีบวงล้อมกระชับขึ้น และตกอยู่ในฐานะลำบาก นายปรีดี พนมยงค์ และชนชั้นหัวหน้า พากันหลบหนีออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูด้านท่าราชวรดิตถ์ โดยเรือโท สิริ ข้าราชการกรมพระธรรมนูญทหารเรือ เป็นผู้นำออกไป แต่เมื่อได้นำตัวนายปรีดีออกไปได้แล้ว ก็เกิดกลัวความผิด จึงได้กระโดดน้ำตายที่ท่าราชวรดิตถ์นั่นเอง

ภายหลังการปราบปรามพวกกบฎ ภายในพระบรมมหาราชวังเรียบร้อยแล้วนั้น ทางด้านหนึ่งก็กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยทหารเรือต่อสู้กับทหารบกอยู่ที่สะพานราชเทวี และมักกะสัน พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้นำกำลังที่มีอยู่เคลื่อนมายังบริเวณดังกล่าว ท่ามกลางการต่อสู้กันอย่างดุเดือดนั้น พลเรือตรีประวัติ ศรีพิพัฒน์ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้เข้าพบพลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อเปิดเจรจาหยุดยิง พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยอมรับข้อเสนอในการหยุดยิงของฝ่ายทหารเรือ โดยให้ตั้งเวลาหยุดยิงให้ตรงกันคือ 10.15 น. ครั้นได้เวลา 10.15 น. ฝ่ายทหารเรือ ทหารบก ก็หยุดยิงกันตลอดแนว แต่ละฝ่ายก็เคลื่อนกำลังเข้าสู่ที่ตั้งของตน หลังจากปราบปรามพวกกบฎในครั้งนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุม พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ วีพเป็นสุข อดีตผู้บังคับการสันติบาล และ พ.ต. โผน อินทรทัต อดีตผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ แต่ทั้งสองคนถูกตำรวจยิงตาย

กบฎวังหลวงยุติลง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ส่งพวกของคณะรัฐประหารที่วางใจได้ เข้าสวมตำแหน่งสำคัญๆ ไว้ อิทธิพลในทางการเมืองของนายปรีดี ก็หมดลงไป

ความเป็นมาของขบวนการเสรีไทย

ความเป็นมาของขบวนการเสรีไทย 
ในช่วงแห่งสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้มีจากจัดตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่นขึ้น โดยมีการระดมพลทั่วประเทศเพื่อฝึกฝนการใช้กำลังอาวุธ ตลอดจนรวบรวมยุทโธปกรณ์ทันสมัยไว้ใช้ ต่อมาในเดือนสิงหาคม ๒๔๘๘ เมื่อสงครามยุติลงแล้ว ท่านปรีดี พนมยงค์หัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้เปิดเผยว่าขบวนการเสรีไทยมีผู้สนับสนุนและเข้าร่วมเป็นแนวหน้าถึง ๘๐,๐๐๐ คนและอีก ๕๐๐,๐๐๐ คนพร้อมที่จะเข้าร่วมเมื่อคราวจำเป็น ต่อมาในวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๘ ภายหลังการประกาศศานติภาพ ขบวนการเสรีไทยก็ได้จัดให้มีการเดินขบวนสวนสนามฉลองสันติภาพครั้งใหญ่ และแม้ว่าจะได้ยุบเลิกขบวนการเสรีไทยหลังจากที่สถานการณ์สงครามสงบลงแล้ว แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือการกระทบกระทั่งกันระหว่างอดีตสมาชิกเสรีไทยกับทหารบก สาเหตุหนึ่งก็คือบุคคลผู้ที่สนับสนุนท่านปรีดี โดยเฉพาะผู้ที่เคยร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดในขบวนการเสรีไทย ได้เข้ามาในสายการบังคับบัญชาของกองทัพ เช่น การแต่งตั้งหลวงสินาดโยธารักษ์ หลวงอดุลเดชจรัส และพลเรือตรีหลวงสังวรยุทธกิจ ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในกองทัพอย่างลึก ๆ
        สมาชิกเสรีไทยที่สลายกำลังลงไปแล้วนั้น ส่วนหนึ่งได้ก่อตั้งกลุ่มการเมืองขึ้นมาเพื่อสนับสนุนท่านปรีดี พนมยงค์ ที่สำคัญที่สองกลุ่มคือ พรรคสหชีพ ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นส่วนใหญ่ เช่น นายเตียง ศิริขันธ์ นายจำลอง ดาวเรือง นายถวิล อุดล เป็นต้น กับกลุ่มนักการเมืองฝ่ายพลเรือนอื่น ๆ ที่สนับสนุนท่านปรีดี เช่นนายจรูญ สืบแสง นายสงวน ตุลารักษ์ นายเดือน บุนนาค โดยมีนายเดือน บุนนาคเป็นหัวหน้าพรรค อีกกลุ่มหนึ่งเป็นพรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญซึ่งมีแกนนำในการจัดตั้งคือ สมาชิกคณะราษฎรที่สนับสนุนท่านปรีดี เช่น พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายสงวน จูฑะเตมีย์ นายทองเปลว ชลภูมิ นายดิเรก ชัยนาม มล.กรี เดชาติวงศ์ พันเอกช่วง เชวงศักดิ์สงคราม ฯลฯ โดยมีพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดื เป็นหัวหน้าพรรค นายทองเปลว ชลภูมิเป็นเลขาธิการพรรค
        การที่กลุ่มขบวนการเสรีไทยที่สนับสนุนท่านปรีดี พนมยงค์สามารถรวบรวมกำลังเป็นปึกแผ่นได้เช่นนี้ ทำให้มีความเข้าใจกันว่า “เสรีไทย” หมายถึงกลุ่มของท่านปรีดี และเป็นอริกับฝ่ายทหารบก ดังนั้นเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงครามประกาศว่าจะเข้ามาในวงการเมืองอีกครั้ง โดยร่วมมือกับหลวงวิจิตรวาทการ และพลเอกมังกร พรหมโยธีจัดตั้งพรรคธรรมาธิปัตย์ ก็มีการประชุมลงมติต่อต้านคัดค้านจากสมาชิกพรรคสหชีพจากภาคอีสาน
        ในช่วงเวลาที่รัฐบาลพลเรือนของท่านปรีดี พนมยงค์กำลังบริหารงานอยู่ พรรคประชาธิปัตย์ได้หยิบยกประเด็นการดำเนินงานของขบวนการเสรีไทยขึ้นมากล่าวหา-โจมตีฝ่ายท่านปรีดี อย่างหนักถึง ๕ ประเด็น ทั้งโดยการเคลื่อนไหวในรัฐสภาคือการตั้งกระทู้ถามผ่านรัฐสภา การตั้งกรรมาธิการวิสามัญสะสางเงินในงบสันติภาพของเสรีไทย และการโจมตีภายนอกรัฐสภาผ่านสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ โดยมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อทำลายชื่อเสียงเกียรติคุณของขบวนการเสรีไทยและท่านปรีดี พนมยงค์
        ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงความรู้สึกหวาดกลัวของพรรคประชาธิปัตย์ต่อกำลังของขบวนการเสรีไทยว่าจะใช้กำลังที่มีอยู่เปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองไปเป็นรูปอื่น แต่ท่านปรีดี พนมยงค์มีใจสูงเกินกว่าคนของพรรคประชาธิปัตย์จะตระหนักถึง ท่านปรีดี จึงไม่เคยเล่นการเมืองด้วยวิธีสกปรก โสมมอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์กระทำมาตั้งแต่เริ่มตั้งพรรคจนมาถึงปัจจุบัน และด้วยวิตกจริตของพรรคประชาธิปัตย์นี้จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยมยินยอมร่วมมือเป็นพันธมิตรกับกลุ่มอำนาจนิยมในการก่อรัฐประหาร
        ดังนั้นเมื่อเกิดรัฐประหาร ๒๔๙๐ ขึ้น ฐานะการดำรงอยู่ในทางการเมืองของคณะเสรีไทยจึงถูกคณะรัฐประหาร ๒๔๙๐ และกลุ่มอนุรักษ์นิยม-กษัตริย์นิยมซึ่งเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลตั้งข้อระแวงสงสัยอย่างเห็นได้ชัด ดังเช่น ในแถลงการณ์ของคณะรัฐประหารฉบับที่ ๑๑ แม้จะได้ปฏิเสธว่าปฏิบัติการของคณะทหาร หรือคณะรัฐประหาร ๒๔๙๐ มิได้เป็นปฏิปักษ์ต่อคณะเสรีไทย แต่ข้อความบางตอนก็สะท้อนความวิตกจริตนี้ออกมา
        อย่างไรก็ตามภายหลังรัฐประหาร ๒๔๙๐ กลุ่มอดีตเสรีไทยที่สนับสนุนท่านปรีดี พนมยงค์ยังไม่ถูกปราบปรามลงในทันที เนื่องจากคณะรัฐประหารต้องการอาศัยระยะเวลาจัดการปัญหาอำนาจในกองทัพที่ลักลั่นและต้องการฟื้นบทบาทอันเนื่องจากถูกลดความสำคัญภายหลังสงคราม ให้แก่กลุ่มตนเสียก่อน ดังนั้นเมื่อคณะรัฐประหาร ๒๔๙๐ มอบสิทธิอำนาจการจัดตั้งรัฐบาลให้แก่นายควง อภัยวงศ์ไปแล้ว ก็ได้ริเริ่มการเสริมสร้างอำนาจให้คณะรัฐประหาร โดยการแต่งตั้งผู้ร่วมก่อการรัฐประหารให้เข้าไปประจำและยึดกุมตำแหน่งสำคัญ ๆ ในกองทัพบก ในการนี้ จอมพล ป.พิบูลสงครามเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก พลโทผิน ชุณหะวัณ เป็นรองผู้บัญชาการทหารบก พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นผู้บัญชาการทณฑลทหารบกที่ ๑ พร้อมทั้งขจัดผู้สนับสนุนท่านปรีดี พนมยงค์ออกไปจากแวดวงอำนาจราชการ การเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดก็คือ การแต่งตั้งพันเอกเผ่า ศรียานนท์ไปควบคุมกรมตำรวจในตำแหน่งรองอธิบดีกรมตำรวจ โดยที่พลโทชิด มั่นศิลปสินาดโยธารักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคัดค้านไม่เห็นชอบด้วย และด้วยตำแหน่งสภาพนี้เองที่พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ใช้เป็นฐานเริ่มต้นในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามตลอดระยะเวลา ๕ ปีตั้งแต่รัฐประหาร ๒๔๙๐ ร่วมกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้กุมกำลังสำคัญฝ่ายทหาร
        จากนั้นคณะรัฐประหาร ซึ่งยังคงรูปสภาพองค์กรของตนเอาไว้โดยอาศัยอำนาจตาม “พระราชกำหนดคุ้มครองความสงบสุขเพื่อให้การดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.๒๔๙๐” ก็ได้ดำเนินการกวาดล้างอาวุธและพลพรรคเสรีไทยฝ่ายท่านปรีดี พนมยงค์ กลุ่มผู้สนับสนุนท่านปรีดี ต้องเผชิญกับกับการคุกคาม ขู่เข็ญของคณะรัฐประหารคือ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ผู้นำทางภาคอีสานถูกตรวจค้นอาวุธและจับกุมพร้อมพรรคพวกรวม ๒๑ คนในข้อหาครอบครองอาวุธโดยมิชอบ จับกุมนายจำลอง ดาวเรือง และนายทอง กันฑาธรรม ในข้อหาฆ่าคนตาย จับนายวิจิตร ลุลิตานนท์และนายทองเปลว ชลภูมิ ในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมาก็ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาเหล่านี้เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐาน นอกจากนี้ยังมีการติดตามพฤติการณ์ของอดีตนักการเมือง-เสรีไทย เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีการครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย เช่นนายอ้วน นาครทรรพ นายพึ่ง ศรีจันทร์ ร.ท.กระจ่าง ตุลารักษ์ นายทิม ภูริพัฒน์ และนายเยื้อน พานิชย์วิทย์ เป็นต้น
        ส่วนผู้ที่ยังไม่ถูกจับกุมนั้น ก็พยายามแสวงหาหนทางที่จะต่อต้านคณะรัฐประหาร เช่น นายเตียง ศิริขันธ์ ได้รวบรวมกำลังอาวุธและพลพรรคซุ่มซ่อนตัวอยู่บนเทือกเขาภูพาน และหลบหนีการจับกุมของฝ่ายคณะรัฐประหารได้ตลอดเวลา จนกระทั่งภายหลังเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พ.ศ. ๒๔๙๒ จึงกลับลงมาต่อสู้ในวิถีทางรัฐสภาอีกครั้ง แต่ต่อมานายเตียง ศิริขันธ์ถูกกำจัดอย่างลึกลับภายหลังเหตุการณ์กบฏสันติภาพ ส่วนพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หลังจากถูกโค่นรัฐบาลโดยคณะรัฐประหาร ๒๔๙๐ ก็ได้เก็บตัวอยู่ในฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมทั้งพยายามแสวงหาความสนับสนุนจากบรรดานายทหารเรือ แต่อย่างไรก็ตาม ในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๙๐ คณะรัฐประหารก็ได้ออกหมายจับพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ในข้อหามีแผนการณ์ต่อต้านรัฐบาลพร้อมทั้งจับกุมอดีตรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลอีกหลายคน เช่นนายทองเปลว ชลภูมิ และนายวิจิตร ลุลิตานนท์ เป็นต้น
        ต่อมาในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้มีการจับกุมในข้อหากบฏ ดังที่เรียกกันว่า “กบฏแบ่งแยกดินแดน” ถึงสองครั้ง โดยตั้งข้อกล่าวหาว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์มีแผนการณ์ที่จะแบ่งแยกดินแดนในภาคอีสาน เพื่อสถาปนาเป็น “สมาพันธรัฐแหลมทอง” มีการจับกุมนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายฟอง สิทธิธรรม นายจำลอง ดาวเรือง นายถวิล อุดล และนายทิม ภูริพัฒน์ อย่างไรก็ตามก็ต้องปล่อยตัวผู้ต้องหาไปในเวลาไม่นานนัก แต่สภาพกดดันเหล่านี้ทำให้ผู้นำฝ่ายพลเรือนที่สนับสนุนท่านปรีดี พนมยงค์ เช่น พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายทองเปลว ชลภูมิ นายไสว สุทธิพิทักษ์ นายทอง กันฑาธรรม นายพึ่ง ศรีจันทร์ และนายทวี บุญเกตุ เป็นต้น ต้องหลบลี้ภัยการเมืองไปยังต่างประเทศหรือไม่ก็กบดานอยู่ในท้องถิ่นของตน และไม่อาจที่จะเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้ระยะหนึ่ง


สรุป

        “ขบวนการเสรีไทย” เป็นการรวมพลังของบรรดาคนไทยผู้มีจิตสำนึกในความเป็นไท ทำงานรับใช้มาตุภูมิในการกอบกู้เอกราชและอธิปไตยของชาติไทยซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามายึดครองประเทศไทยในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา
        ในครั้งนั้นไทยเราไม่มีกำลังเพียงพอที่จะต้านทานกองทัพญี่ปุ่นได้ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทย และส่วนหนึ่งก็เคลื่อนเข้าไปยึดครองดินแดนที่อยู่ติดกับประเทศไทยซึ่งขณะนั้นอยู่ในความปกครองของอังกฤษ
        เนื่องจากในช่วงแรกของสงคราม กองทัพญี่ปุ่นมีความได้เปรียบในการยุทธและสามารถยึดครองดินแดนส่วนใหญ่ในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งในขณะเดียวกันก็เรียกร้องความร่วมมือจากไทยในทุกๆ ด้าน รัฐบาลไทยในขณะนั้นเห็นว่าเมื่อไม่สามารถจะต่อต้านญี่ปุ่นได้ ก็สมควรที่จะให้ความร่วมมือแก่ญี่ปุ่น เพื่อรักษาชาติไทยให้รอดพ้นจากการยึดครองเบ็ดเสร็จของญี่ปุ่นที่อาจหลีกเลี่ยงไม่พ้น
        ในวันที่ 21 ธันวาคม 2484 ภายหลังที่กองทัพญี่ปุ่นได้บุกประเทศไทยได้ 13 วัน ญี่ปุ่นกับไทยก็ได้ลงนามในกติกาสัญญาเป็นพันธมิตรกันทั้งในทางการทหาร การเมือง และการเศรษฐกิจ ต่อมาในวันที่ 25 มกราคม 2485 ประเทศไทยก็ได้ประกาศสงครามต่ออังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งหมายความว่าไทยได้เข้าร่วมสงครามเป็นฝ่ายญี่ปุ่นทั้งโดยนิตินัย และพฤตินัย
         “ขบวนการเสรีไทย” ซึ่งได้ก่อกำเนิดตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2484 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นได้บุกประเทศไทยมีความเชื่อมั่นว่าแม้นกองทัพญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการรบ เพราะเป็นฝ่ายเปิดฉากสงครา แต่ในที่สุดญี่ปุ่นก็จะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ดังนั้นประเทศไทยจะต้องหลีกเลี่ยงการล่มหัวจมท้ายกับญี่ปุ่น มิฉะนั้นก็จะต้องเป็นฝ่ายแพ้สงครามไปด้วย ซึ่งในขณะเดียวกันก็จะต้องพยายามติดต่อทำความเข้าใจกับฝ่ายสัมพันธมิตร อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีนและประเทศอื่นๆ ว่าประเทศไทยและประชาชนคนไทยมิได้เห็นดีเห็นชอบกับการทำสงครามของญี่ปุ่น และมีความพร้อมที่จะร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในการต่อต้านญี่ปุ่นทุกวิถีทาง
        ในระหว่างเวลา 3 ปีครึ่งของสงครามมหาเอเชียบูรพา ขบวนการเสรีไทยได้กระทำอย่างตามเจตนารมณ์ดังกล่าวข้างต้น ปฎิบัติการทางการทหารที่แสดงความกล้าหาญท่ามกลางการเสี่ยงอันตรายด้วยเอาชีวิตเป็นเดิมพันของสมาชิกขบวนการเสรีไทย ความสุขุมรอบคอบ และเฉียบขาดในการตัดสินใจดำเนินการทางการทูตและการเมือง อีกทั้งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของบรรดาคนไทยผู้รักชาติเหล่านี้ได้สร้างความประทับใจในความจริงใจของขบวนการเสรีไทยแก่ฝ่ายสัมพันธมิตร

สารคดีขบวนการเสรีไทย

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

กบฏแมนฮัตตัน


กบฏแมนฮัตตัน


กบฏแมนฮัตตัน หรือกบฏทหารเรือ หรือกบฏ 29 มิถุนา เป็นปฏิกิริยาของฝ่ายทหารเรือที่ไม่พอใจการบริหารงานของรัฐบาลและผู้นำกลุ่มทหารบก รวมทั้งการที่รัฐบาลไม่สนับสนุนกิจการของกองทัพเรือเท่าที่ควร ฝ่ายทหารเรือได้เคยวางแผนการที่จะทำการต่อต้านรัฐบาลมาก่อนหน้านี้แล้วหลายครั้ง แต่ก็ล้มเหลวลงก่อนที่จะได้ปฏิบัติการ จนในที่สุดถึงขั้นก่อการกบฏเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2494 ซึ่งยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายทหารเรือ ทำให้บทบาทและแสนยานุภาพของกองทัพเรือถูกบั่นทอนลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน


สาเหตุ
การก่อกบฏแมนฮัตตัน สืบเนื่องมาจากสาเหตุ 3 ประการ คือ

ประการที่ 1 ความไม่พอใจในการบริหารประเทศของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม สมัยที่ 2 ซึ่งคณะรัฐประหาร พ.ศ.2490 สนับสนุน โดยทหารเรือเห็นว่า รัฐบาลของคณะรัฐประหารมิได้บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง ใช้วิธีเผด็จการโดยปรับปรุงกรมตำรวจให้มีลักษณะเป็น “ กองทัพ ” เพื่อข่มขู่ประชาชน และกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างทารุณและไร้มนุษยธรรม

ประการที่ 2 ความตึงเครียดระหว่างทหารบกและตำรวจกับทหารเรือ ซึ่งมีมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสันบสนุนผู้นำต่างกัน ทหารบกสนับสนุนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทหารเรือสนับสนุนนายปรีดี พนมพงค์ ส่วนตำรวจนั้นมีปัยหาการกระทบกระทั่งกับทหารเรืออยู่เสมอและได้กล่าวหาทหารเรือในเรื่องที่มักให้ผู้กระทำความผิดประเภทใช้อาวุธปล้นจี้หลบซ่อนในเขตทหารเรืออีกด้วย

ประการที่ 3 ความเสื่อมโทรมในกองทัพเรือ เพราะรัฐบาลไม่ไว้วางใจและไม่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่นับตั้งแต่ครั้งกบฏวังหลวง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 มีการตัดกำลังนาวิกโยธินลง เพราะเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพเรือและรัฐบาลจัดสรรงบประมาณมาให้กองทัพเรือไม่เพียงพอที่จะนำมาปรับปรุงกองทัพได้

คณะผู้ก่อการสำคัญ
ผู้ก่อการกบฏที่เป็นผู้นำสำคัญ คือ พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ นายทหารนอกราชการ อดีตผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน นาวาเอก อานนท์ ปุณฑริกาภา ผู้บังคับการกองสำรองเรือรบ นาวาตรี มนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือหลวงรัตนโกสินทร์ นาวาตรี ประกาย พุทธารี สังกัดกรมนาวิกโยธิน และนาวาตรี สุภัทร ตันตยาภรณ์ สังกัดกรมนาวิกโยธิน นอกนั้นเป็นทหารชั้นผู้น้อย ส่วนผู้นำฝ่ายอื่น ๆ นั้นก็ได้รับการชักชวนจากทหารเรือที่มียศระดับกลาง ๆ โดยไม่มีการให้คำมั่นเท่าที่ควร จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การกบฏประสบความล้มเหลว

เหตุการณ์กบฎ
กบฏแมนฮัตตันเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2494 เวลา 15.00 น. ซึ่งเป็นวันและเวลาที่ทางราชการได้กำหนดให้ประกอบพิธีรับมอบเรือขุดสันดอนชื่อ แมนฮัตตัน ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกามอบให้รัฐบาลไทยตามโครงการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ โดยมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับมอบ พิธีนี้จัดขึ้นที่ท่าราชวรดิฐ เมื่อประกอบพิธีรับมอบเสร็จแล้ว จอมพล ป. พิบูลสงครามก็ได้รับเชิญไปชมเรือ ขณะนั้นเอง นายทหารเรือกลุ่มหนึ่งนำโดย นาวาตรี มนัส จารุภา ได้ใช้ปืนกลจี้บังคับให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปลงเรือเปิดหัวที่เตรียมไว้ แล้วนำไปยังเรือหลวงศรีอยุธยา และคุมขังจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไว้ ณ ที่นั้น


คณะผู้ก่อการกบฏได้ประกาศยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องทำการครั้งนี้ เพราะการบริหารานที่เหลวแหลกของรัฐบาลซึ่งใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์และกดขี่ข่มเหงราษฎร แต่ก็ยืนยันว่าจะไม่ปฏิบัติการใด ๆทั้งสิ้น นอกจากถูกโจมตีก่อน ต่อมาเมื่อถึงเวลา 04.00น. ของวันที่ 30 มิถุนายน การเจรจาตามมติคณะรัฐมนตรีไม่เป็นผลสำเร็จ จึงเกิดการสู้รบกันขึ้นเมื่อเวลา 04.30 น. ของวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2494 เริ่มจากฝ่ายรัฐบาล โดยกองทัพบกภายใต้การนำของ พลโท สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กองทัพอากาศภายใต้การบัญชาของพลอากาศเอก ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี และกำลังตำรวจโดยพลตำรวจโท เผ่า ศรียานนท์ การสู้รบแพร่ขยายไปอย่างกว้างขวาง ทหารบกเริ่มโจมตีจากด้านพระนคร กองทัพอากาศเริ่มทิ้งระเบิดที่กรมอู่ทหารเรือ และตำแหน่งคลังเชื้อเพลิง ระหว่างการสู้รบกันนั้น การเจรจาต่อรองก็ยังคงดำเนินอยู่ จนกระทั่งเวลา 15.00น. เครื่องบินของกองทัพอากาศได้ทิ้งระเบิดเรือหลวงศรีอยุธยา จนกระทั่งไฟลุกไหม้และอับปางลง แต่จอมพล ป. พิบูลสงครามได้รับการช่วยเหลือจากทหารเรือให้ว่ายน้ำขึ้นฝั่ง ณ ที่ทำการกองทัพเรือ ฝั่งธนบุรี ได้อย่างปลอดภัย ฝ่ายทหารอากาศยังคงโจมตีต่อไปจนกระทั่งเวลา 17.00 น. เรือหลวงคำรณสินธ์ ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองคลังน้ำมันอยู่ที่บริเวณกรมอู่ทหารเรืออับปางลงอีกลำหนึ่ง

มาตรการหลังเหตุการณ์ยุติ
ภายหลังเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันยุติลง รัฐบาลได้ดำเนินการให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปรกติ ทั้งทางด้านความสงบเรียบร้อยของประชาชน การทหาร และตำรวจซึ่งได้รับความเสียหายจากการสู้รบครั้งนี้ รวมทั้งมีการปรับปรุงกองทัพเรือเสียใหม่ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกองทัพเรือจำนวน 12 คน ที่สำคัญ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม พลเอก ผิน ชุณหะวัณ พลอากาศเอก ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี พลโท สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พลตำรวจโท เผ่า ศรียานนท์ ปรากฏว่าคณะกรรมการได้พิจารณาและลดกำลังกองทัพเรือในลักษณะลดทอนแสนยานุภาพ มากกว่าจะเป็นการปรับปรุงเพื่อให้กองทัพเรือมีสมรรถภาพดีขึ้น โดยมีมติดังนี้


ประการที่ 1 ให้ยุบกรมนาวิกโยธินที่กรุงเทพ ฯ และสัตหีบทั้งหมด คงเหลือไว้เพียง 1 กองพัน และให้ปลดนายทหารที่เกินอัตราออกให้หมด และปลดนายทหารนาวิกโยธินออก เพื่อมิให้กองทัพเรือมีทหารนาวิกโยธินต่อไปอีก เนื่องจากเป็นกองกำลังที่เข้มแข็ง ไม่น่าไว้วางใจ

ประการที่ 2 ให้ย้ายกองบัญชาการกองทัพเรือ จากพระราชวังเดิมไปอยู่ป้อมพระจุลจอมเกล้า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อไม่ให้ทหารเรืออยู่ในเขตพระนครและธนบุรี เมื่อกองทัพเรือได้ย้ายออกไปแล้วได้ใช้เป็นสถานศึกษาหรือหน่วยงานฝ่ายพลเรือนต่อไป

ประการที่ 3 ให้ย้ายกองเรือรบ ตลอดจนเรือรบในสังกัดทุกลำไปอยู่สัตหีบ และให้เปลี่ยนชื่อกองเรือรบเป็น “ กองเรือยุทธการ ”

ประการที่ 4 ให้กองสัญญาณทหารเรือย้ายออกจากศาลาแดงไปอยู่ที่อื่น

ประการที่ 5 ให้โอนกองบินทหารเรือที่จุดเสม็ด สัตหีบ ไปเป็นของกองทัพอากาศ เพราะเห็นว่ากองบินไม่จำเป็นสำหรับกิจการของทหารเรือ หากมีความจำเป็น กองทัพอากาศก็สามารถปฏิบัติการแทนได้ หรือใช้ร่วมกันได้

ประการที่ 6 ให้ยุบเลิกกองสารวัตรทหารเรือ กรุงเทพฯ

ประการที่ 7 ที่ทำการกองเรือรบเดิมที่ท่าราชวรดิฐ ไม่ให้ทหารเรือหรือทหารเหล่าอื่นเข้าอยู่ ประการต่อมา คือ โอนสถานที่ทำการหมวดเรือพระราชพิธีแจวบางส่วนให้ทหารบก ให้โอนเฉพาะพื้นที่ติดคลองสำหรับจอดเรือพระราชพิธีแจวพายเท่านั้น และประการสุดท้าย สถานที่ของกองพันนาวิกโยธิน 4-5 สวนอนันต์ ถนนอิสรภาพ ไม่ให้ทหารเรือเข้าอยู่ และโอนให้เป็นของทหารบก นอกจากนี้ ยังให้ยุบมณฑลทหารเรือที่ 1 ที่ครอบคลุมเขตจังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม และมณฑลทหารเรือที่ 2 ครอบคลุมเขตจังหวัดจันทบุรี ชลบุรี ระยอง ตราด ซึ่งเป็นการย่อส่วนของกองทัพเรือให้เล็กลงทั้งการปฏิบัติการและกำลังพล พร้อมกันนั้นได้ยึดอาวุธยุทธภัณฑ์ส่วนใหญ่ของทหารเรือไป


ยิ่งกว่านั้น ยังมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่มีอำนาจสั่งการ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2494 คณะรัฐมนตรีและกระทรวงกลาโหมได้มีประกาศและคำสั่งให้นายทหารเรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการกบฏครั้งนี้พักราชการ และปลดออกจากราชการหลายคน เช่น พลเรือเอก สินธ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือโท หลวงเจริญราชนาวา (เจริญ ทุมมานนท์) รองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือโท ผัน นาวาวิจิต ผู้บัญชาการกองเรือรบ พลเรือตรี ชลิต กุลกำม์ธร รองผู้บัญชาการกองเรือรบ พลเรือตรี กนก นพคุณ ผู้บังคับการมณฑลทหารเรือที่ 1 พลเรือตรี ประวิศ ศรีพิพัฒน์ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ พลเรือตรี ดัด บุนนาค เจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือฝ่ายยุทธการ พลเรือตรี ชลี สินธุโสภณ ผู้บังคับการกองสัญญาณทหารเรือ และ พลเรือตรี สงวน รุจิราภา นายแพทย์ใหญ่ทหารเรือ และมีผู้ถูกปลดออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญที่สำคัญ เช่น นาวาเอก อานนท์ บุณฑริกาภา และนาวาตรี มนัส จารุภา นอกจากนี้ ยังมีนายทหารเรืออีกประมาณ 70 นายถูกปลดออก การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้กองทัพเรือมีความเข้มแข็งอีกต่อไป และทหารเรือแทบจะไม่มีบทบาททางการเมืองอีกเลย


กบฏแมนฮัตตันเป็นกบฏครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ ซึ่งบางคนเรียกว่าเป็น “ สงครามกลางเมือง ” ที่คนในชาติเดียวกันต้องมารบราฆ่าฟันกันเองจากสถิติที่มีผู้บันทึกไว้ มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นประชาชนชาวบ้านที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่าย โดยประชาชนเสียชีวิต 118 คน บาดเจ็บสาหัสและไม่สาหัส 191 คน พิการ 9 คน ทหารเรือเสียชีวิต 43 นาย บาดเจ็บ 87 นาย ทหารบกเสียชีวิต 43 นาย บาดเจ็บ 87 นาย ทหารบกเสียชีวิต 17 นาย บาดเจ็บ 115 นาย และตำรวจเสียชีวิต 9 นาย บาดเจ็บ 38 นาย


จากจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งทหารและพลเรือนดังกล่าวถือเป็นความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งยงไม่รวมความเสียหายที่เป็นสิ่งของและอาวุธยุทโธปกรณ์ในส่วนของประชาชน ทางราชการได้แถลงว่าทรัพย์สินขแงประชาชนที่เสียหายมีจำนวนถึง 670,000 บาท ไม่นับทรัพย์สินที่ถูกลักขโมยไปในช่วงที่เกิดความวุ่นวายและค่าทำศพของราษฎรอีกเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลจ่ายให้แก่ผู้เสียชีวิตคนละ 1,500 บาท ผู้ทุพพลภาพคนละ 1,200 บาท และผู้บาดเจ็บสาหัสคนละ 400 บาท ทางด้านความสูญเสียและความเสียหาย กองทัพบกเสียหายประมาณ 6,000,000 บาท กองทัพเรือเสียหายมากที่สุด เป็นทรัพย์สินประมาณ 5,000,000 บาท ทั้งนี้ไม่นับรวมมูลค่าเสียหายของเรือหลวงศรีอยุธยาและเรือคำรณสินธ์ที่อับปางลง เรือหลวงศรีอยุธยานั้นเป็นเรือรบที่เรียกว่าเรือปืนหนัก เป็นเรือที่สั่งต่อพิเศษจากประเทศญี่ปุ่น เรือคำรณสินธ์เป็นเรือขนาดเล็ก นอกจากนี้ กรมอู่ทหารเรือยังถูกไฟไหม้วอด มีเชื้อเพลิงและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่สูญหายอีกจำนวนมาก เหล่าที่สูญเสียน้อยที่สุดคงเป็นกองทัพอากาศ ซึ่งรัฐบาลถือว่าเป็น “ อัศวินขี่ม้าขาว ” ที่ทำให้กบฏครั้งนี้จบลงเร็วขึ้น ส่วนกรมตำรวจเสียหายประมาณ 380,000 บาท งบประมาณที่ใช้ปราบกบฏมีมูลค่าเป็นเงินทั้งหมด 15 ล้านบาท


เหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ส่งผลให้กองทัพเรือถูกลดแสนยานุภาพลง ถูกจำกัดกำลังคน ถูกลดสถานที่ตั้งและสถานที่ฝึกปฏิบัติการ ตลอดจนลดจำนวนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ลงอย่างมาก บทบาทของกองทัพเรือถูกลดลงอย่างสิ้นเชิง ส่วนกองทัพบก กองทัพอากาศและกรมตำรวจสามารถขยายแสนยานุภาพได้อย่างเต็มที่และมีบทบาททางการเมืองอย่างเห็นได้ชัดนับแต่นั้นมา

กบฏผู้มีบุญ หรือกบฏผีบุญ

กบฏผู้มีบุญ 
กบฏผู้มีบุญ หรือ ผีบุญ หรือ ผู้วิเศษ เกิดขึ้นในมณฑลอีสาน ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๔๔๔ จนถึงราวเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๔๕ (เปลี่ยนปี พ.ศ. เดือนเมษายน) การเกิดกบฏครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เหตุการณ์หนึ่งในภาคอีสาน เพราะเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกันตามท้องที่หลายแห่ง แม้แต่ในเขตท้องที่มณฑลอุดรและมณฑลนครราชสีมา และฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็มีผู้ตั้งตนเป็นผู้วิเศษอยู่ในท้องที่ต่างๆ เช่นเดียวกัน การเกิดกบฏครั้งนั้น ย่อมมีสาเหตุที่เกิดจากสภาพการณ์โดยทั่วไปของมณฑลอีสานและมณฑลใกล้เคียง ซึ่งอาจกล่าวอย่างกว้างๆได้ 
        
            สถานการณ์ทางการเมืองทางภาคอีสาน ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๖ ซึ่งเป็นปีที่ไทยเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส ทำให้ฐานะความเป็นใหญ่ทางการเมืองของรัฐบาลไทยที่เคยมีอยู่ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงลดน้อยลง ฝรั่งเศสกลายเป็นมหาอำนาจที่น่าเกรงขามขึ้นมาแทนที่รัฐบาลไทย
            เมื่อเหตุการณ์ทางการเมืองอยู่ในสภาพที่ไม่แน่นอนบุคคลบางคนจึงฉวยโอกาสที่จะก่อการจลาจล และฝ่ายฝรั่งเศสได้ทีที่จะกระทำการให้เกิดการปั่นป่วนในประเทศไทยมากขึ้น เป็นต้นว่า ท้าวติด ท้าวฮู กรมการเมืองขุขันธ์ ประจำอยู่ที่ด่านพระประสพแข็งข้อไม่ฟังบังคับบัญชาเมืองขุขันธ์ อ้างว่าที่ลุ่มเขานั้นเป็นแดนฝรั่งเศส ภายหลังท้าวติด ท้าวฮูยกกำลังเข้าปล้นเมืองมโนไพรได้ และยังมีท้าวบุญจัน น้องชายพระยาขุขันธ์ ท้าวทันบุตรพระยาขุขันธ์ ซึ่งไม่ได้รับตำแหน่งทางการปกครอง จึงได้หนีไปตั้งตัวเป็นหัวหน้าพวกผีบุญทางเมืองขุขันธ์ นอกจากนั้นยังมีบุคคลอีกหลายพวกไปตั้งตนอยู่ทางฝั่งซ้ายในดินแดนอารักขาของฝรั่งเศส เช่น กลุ่มของอ้ายไชยะแสงหอบไปอาศัยอยู่บ้านดอนรา บ้านท่าเดื่อ บ้านส้มโรงและบ้านนาคุ และอีกกลุ่มหนึ่ง มีอ้ายมั่นเป็นหัวหน้า ตั้งอยู่ที่บ้านปาง ต่อมาอ้ายมั่นได้ข้ามมาก่อการจลาจลทางฝั่งขวา ได้ตั้งตนเป็นองค์ปราสาททอง (หรือองค์หาสารททอง) คือหัวหน้าคนหนึ่งของพวกผีบุญ ต่อมาได้ยกเข้าปล้นและเผาเมืองเขมราฐในเขตจังหวัดอุบลราชธานี
            สวนความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใน ตั้งแต่รัฐบาลได้แต่งตั้งพระยาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น ศรีเพ็ญ) เป็นข้าหลวงประจำที่เมืองนครจำปาศักดิ์ (พ.ศ.๒๔๒๕) รัฐบาลได้เพิ่มการควบคุมตรวจตราหัวเมืองทางภาคอีสานให้กระชับยิ่งขึ้นกว่าที่เคยปฏิบัติมาในอดีต ต่อมาสมัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์มณฑลอีสานโปรดให้ยกเลิกตำแหน่งอาชญาสี่ หรืออาญาสี่ คือ ตำแหน่งเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตร แล้วตั้งตำแหน่งใหม่แทน คือผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมืองและผู้ช่วยราชการเมือง แต่ในการนี้กรมการของเมืองที่ไม่ได้รับแต่งตั้งก็แสดงความไม่พอใจ เช่น ที่เมืองโขงเจียม ท้าวสนเจ้าเมือง ท้าวแสงอุปฮาด ท้าวเพชรและท้าววรบุตร ได้หนีไปตั้งตนเป็นผู้มีบุญอยู่บ้านนาพระบาง แขวงเมืองละครเพ็ง โดยอาศัยดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศสเป็นที่หลบภัยอันตรายจากฝ่ายไทย ซึ่งฝ่ายไทยเข้าใจว่าฝายฝรั่งเศสคงจะรู้เห็นเป็นใจสนับสนุนเช่นเดียวกับกรณีท้าวติด ท้าวฮู ทางเมืองขุขันธ์ เมื่อสาเหตุจากสภาพการณ์ทางการเมืองโดยทั่วไปเป็นเช่นนี้ จึงมีบางท่านในขณะนั้น เช่น พระญาณรักขิต เจ้าคณะมณฑลอีสานกล่าวว่า “อำนาจของจ้าราชการตามหัวเมืองเสื่อมไม่พอแก่ราชการ”

แผนการของพวกกบฏ
            พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ทูลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เกี่ยวกับการเริ่มแผนการของผู้มีบุญว่า ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๒ เดิมมาเป็นหมอลำ เที่ยวลำคำผญาเป็นข้อความกล่าวถึงผู้มีบุญว่าจะมาจากทิศตะวันออก เจ้าเก่าหมดอำนาจ ศาสนาก็สิ้นแล้วและหมอลำนั้นก็ลือซุบซิบไปต่างๆ เป็นต้นว่า บัดนี้ฝรั่ง (หมายถึงฝรั่งเศสและอังกฤษ) เข้าไปเต็มกรุงเทพฯ แล้ว กรุงจะเสียแก่ฝรั่งแล้ว หมอลำเหล่านี้เริ่มต้นมาจากทางตะวันออก ตั้งแต่เมืองสีทันดร นครจำปาศักดิ์ พิบูลมังสาหารและเดชอุดม โดยแยกเป็นสายๆ คือ
            สายที่ ๑ ไปทางเดชอุดมและขุขันธ์
            สายที่ ๒ ไปทางศรีสะเกษและสุรินทร์
            สายที่ ๓ ไปทางเขมราฐ อำนาจเจริญ เกษมสีมา และอุบลราชธานี
            สายที่ ๔ มาจากทางเหนือลงมาบ้านผาลีตอน กันทรวิชัย หนองเลา วาปีปทุม หนองซำ พยัคฆภูมิพิสัย กาฬสินธุ์ และเสลภูมิ
            พวกหมอลำได้กระจายไปตามท้องที่ต่างๆ ทั่วมณฑลอีสาน ข้อความที่ลำนั้นเป็นการสรรเสริญผู้มีบุญว่าจะมาจากทิศตะวันออก ซึ่งหมายถึงองค์แก้ว ราชบุตรเมืองสาลวัน มีบรรดาศักดิ์เป็น พระภักดีอาษา พระภักดีอาษาไม่พอใจการปกครองของฝรั่งเศสที่ปกครองลาว จึงได้ออกไปเกลี้ยกล่อมพวกข่าเข้าเป็นสมัครพรรคพวกตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๓๖ ผู้ตั้งตัวเป็นผู้มีบุญอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง และในขณะเดียวกันก็กล่าวร้ายต่อคนไทย เป็นต้นว่า “ลือแซะแซงแซ่ลำโขงหนองซำเป็นเขตราชสีมา ฝูงไทยใจฮ้าย ตายสิ้นบ่อหลอ” หมายความว่า ข่าวลือทั่วลำน้ำโขงจนถึงหนองซำ เมื่อผู้มีบุญมาเกิดแล้ว ชาวไทยที่อยู่ในแถบนี้จะถึงแก่ความตายด้วยอำนาจอิทธิฤทธิ์ของผู้มีบุญ เนื่องจากหมอลำใช้คำกลอนพื้นเมืองของภาคอีสานที่มีประชาชนชอบฟังอยู่แล้ว จึงเกิดความเลื่อมใสและหลงเชื่อในอุบายของผู้มีบุญ เมื่อราษฎรเชื่อมากๆ เข้าพวกหมอลำก็ตั้งตนเป็น “องค์” มีชื่อต่างๆ และตั้งคนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นเป็นองค์ เพื่อให้ช่วยออกอุบายชักจูงให้ประชาชนเชื่อต่อๆ กันไป พวกที่ตั้งเป็นองค์เป็นชั้นระดับหัวหน้า แต่งกายผิดแผกไปจากคนอื่นๆ คือ “นุ่งห่มผ้าขาวจีบ ห่อมครองอย่างพระหรือสามเณร แล้วมีเทียนขึ้ผึ้งหนัก ๑ บาท ถือว่าเป็นเทียน ขัน ๕ ขัน ๘ เป็นของสำหรับไหว้ครูอาจารย์ของพวกผีบุญ” นับว่าพวกผีบุญมีความเฉลียวฉลาดรู้ถึงพื้นฐานความเชือ่ของประชาชน จึงใช้หลักจิตวิทยา โดยเลียนแบบเครื่องนุ่งห่มของพระภิกษุมาเป็นแบบของตน ทำให้ราษฎรมีความเชื่อในแนวทางของพวกผีบุญหรือผู้มีบุญยิ่งขึ้น
            ในขั้นแรกพวกผีบุญได้โฆษณาเรียกร้อง และชักชวนให้ประชาชนเข้าเป็นสมัครพรรคพวกอยู่ปีเศษ โดยที่ไม่ได้รับการต่อต้านจากฝ่ายรัฐบาล เพราะพวกผีบุญใช้ทำเลที่ใกล้ดงใกล้เขาในที่ห่างๆ ผู้คนหรือที่คนจะไปยาก แล้วเสาะหาเกลี้ยกล่อมและชักชวนเอาคนให้เข้าเป็นพวกให้ได้มากที่สุด
            ต่อมา พวกผีบุญจึงออกลายแทงเป็นคำพยากรณ์ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายฉบับคือ “หนังสือพระยาอินทร์” “หนังสือท้าวพระยาธรรมมิกราช” “หนังสือผู้มีบุญ” และ “ตำนานพื้นเมืองกรุง” เป็นต้น นับว่าพวกผีบุญมีความฉลาดถือเอาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเป็นข้ออ้างแล้วโฆษณาตัวเอง เช่น หนังสือพระยาอินทร์ เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๓ กล่าวถึงพุทธตำนาน ตักเตือน “ให้ประชาชนรีบทำบุญรักษาศีลเมตตาภาวนา ให้เคารพยำเกรงผู้เฒ่าผู้แก่กว่าตน” “ให้คัดลอกหนังสือนี้ไว้ในเรือนในบ้าน” ให้เล่ากันสืบๆ ไปว่าเมื่อถึงเดือน ๘ ขึ้น ๘ ค่ำ เจ้าตนบุญใหม่จักเกิดมา ขอให้คนทั้งหลายรีบกระทำบุญ จะเห็นได้ว่าผึบุญอ้างพระอินทร์เป็นเจ้าสูงสุดเพื่อให้ราษฏรทำบุญรักษาศีล ตั้งอยู่ในความสงบเพื่อรอ เจ้าผู้มีบุญองค์ใหม่ คือพวกผีบุญนั่นเอง ในตอนท้ายของหนังสือนี้เป็นการกล่าวร้ายต่อข้าราชการและคนไทยว่า...
            “...ในปีสะง้า (ปีมะเมีย) อันหน้านี้...ยักษ์ ๗๐๐ ตัว ก็จักออกมากินยังเนื้อท้าวพระยา เสนาอำมาตย์ แลไพร่ไทยชาวบ้านชาวเมือง แลคนทั้งหลายอันหาสัตย์จะหาศีลไม่ได้ แลลักเอาเข้าของท่านแลลวงท่านเอาเข้าของแห่งท่านอันเจ้าของเพื่อนบ่ได้ให้อนุญาตให้แห่งตน...”